Key Takeaways
Energy Audit คือ กระบวนการตรวจสอบ วิเคราะห์ และประเมินพฤติกรรมการใช้พลังงานภายในอาคารหรือโรงงานอุตสาหกรรมอย่างเป็นระบบ เพื่อค้นหาจุดที่เกิดการสูญเสียพลังงานและประเมินศักยภาพในการปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพสูงสุด โดยขั้นตอนหลักจะเริ่มต้นตั้งแต่การเก็บข้อมูลประวัติการใช้ไฟฟ้าย้อนหลัง การลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบการใช้พลังงานตามจุดโหลดสำคัญ ไปจนถึงการวิเคราะห์ศักยภาพเพื่อหาจุดคุ้มทุน และการส่งมอบแผนปฏิบัติการเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน การดำเนินการอย่างเป็นระบบนี้จะช่วยให้องค์กรสามารถลดต้นทุนค่าไฟฟ้าได้อย่างตรงจุด เปลี่ยนจากการลดการใช้พลังงานแบบคาดเดามาเป็นการลงทุนในจุดที่คุ้มค่าและได้ผลตอบแทนกลับคืนมาอย่างรวดเร็วที่สุด
แม้ว่าโรงงานและอาคารหลายแห่งจะมีการรณรงค์ให้ปิดไฟตอนพักเที่ยง หรือเปลี่ยนหลอดไฟทั้งอาคารให้เป็นแบบ LED ทั้งหมด แต่ตัวเลขในบิลค่าไฟกลับลดลงเพียงเศษเสี้ยว นั่นเป็นเพราะหลอดไฟอาจกินพลังงานแค่ 5-10% ของทั้งอาคาร ในขณะที่เครื่องใช้ไฟฟ้าที่กินไฟ อย่างระบบปรับอากาศส่วนกลาง (Chiller) หรือปั๊มลมอุตสาหกรรม (Air Compressor) ที่เสื่อมสภาพ กลับถูกปล่อยให้ทำงานเกินกำลังตลอด 24 ชั่วโมงโดยไม่มีใครสังเกตเห็น
การพยายามลดค่าไฟโดยไม่รู้ว่าไฟฟ้าจุดไหนกินไฟมากที่สุด จึงกลายเป็นความพยายามที่เสียเปล่า ในแวดวงวิศวกรรมพลังงานจึงมีกระบวนการที่เรียกว่า “Energy Audit” หรือการตรวจสอบการใช้พลังงานของอาคาร เพื่อตอบคำถามสำคัญ 3 ข้อให้แก่ผู้บริหาร คือ เราเสียเงินไปกับอะไร ? จุดไหนที่กำลังไฟรั่วไหล ? และต้องลงทุนซ่อมตรงไหนถึงจะได้เงินคืนเร็วที่สุด ?
Energy Audit คืออะไร และที่ปรึกษาการบริหารจัดการพลังงานช่วยตรวจอะไรบ้างในองค์กร ?
Energy Audit คือ กระบวนการทางวิศวกรรมในการตรวจสอบ วิเคราะห์ และประเมินการใช้พลังงานของอาคารหรือโรงงานอย่างเป็นระบบ เพื่อหาจุดสูญเสียพลังงาน และประเมินศักยภาพในการอนุรักษ์พลังงานเพื่อลดต้นทุน
โดยทั่วไป เมื่อองค์กรใช้บริการด้านการบริหารจัดการพลังงานจากผู้เชี่ยวชาญ ผู้ให้บริการเหล่านั้นจะเข้าไปตรวจจับ 4 กลุ่มโหลดหลักที่มักจะเป็นตัวการกินไฟสูงสุดในองค์กร ได้แก่
- ระบบปรับอากาศและทำความเย็น (HVAC & Chiller) : ตรวจสอบประสิทธิภาพการแลกเปลี่ยนความร้อน การทำงานของหอผึ่งเย็น (Cooling Tower) และระบบท่อส่งน้ำเย็น ซึ่งระบบนี้มักกินพลังงานสูงถึง 40-50% ของอาคาร
- ระบบอัดอากาศ (Air Compressor) : ใช้เครื่องมือดักจับเสียงอัลตราโซนิกเพื่อหาจุดรอยรั่วของท่อลม ซึ่งเป็นจุดที่โรงงานอุตสาหกรรมมักจะเสียค่าไฟฟรีมากที่สุดโดยไม่รู้ตัว
- ระบบความร้อนและหม้อไอน้ำ (Boiler) : ตรวจวัดค่าก๊าซไอเสียเพื่อดูความสมบูรณ์ในการเผาไหม้ ตรวจสอบการหุ้มฉนวนกันความร้อน และระบบนำความร้อนทิ้งกลับมาใช้ใหม่
- ระบบมอเตอร์ไฟฟ้าและแสงสว่าง : ตรวจสอบการโหลดของมอเตอร์ว่าทำงานสัมพันธ์กับกำลังการผลิตจริงหรือไม่ รวมถึงประเมินระดับความสว่างให้เหมาะสมกับพื้นที่การทำงาน
3 ระดับของการทำ Energy Audit
ตามแนวทางปฏิบัติของกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (DEDE) และมาตรฐานสากลระดับโลกอย่าง ASHRAE การทำ Energy Audit จะถูกแบ่งออกเป็น 3 ระดับตามความลึกของข้อมูล เพื่อให้องค์กรสามารถเลือกดำเนินการได้ตามความเหมาะสมของงบประมาณและเป้าหมาย
| ระดับการตรวจสอบ | รูปแบบการดำเนินการ | เครื่องมือที่ใช้ | ผลลัพธ์ที่ได้ |
|---|---|---|---|
| Level 1: Walk-Through Audit การตรวจวัดเบื้องต้น | เดินสำรวจพื้นที่ด้วยตาเปล่า สังเกตพฤติกรรมการใช้พลังงาน เช่น ตรวจดูป้ายแท็กเครื่องจักร ดูจุดที่เปิดไฟทิ้งไว้ | ไม่เน้นเครื่องมือขั้นสูง อาศัยความเชี่ยวชาญของวิศวกร | ทราบปัญหาเบื้องต้น มาตรการแก้ไขแบบไม่ต้องลงทุน (No-cost) ใช้เวลาสั้น ค่าใช้จ่ายต่ำ |
| Level 2: Standard / Mini Audit การตรวจวิเคราะห์ระดับกลาง | ตรวจวัดการใช้พลังงานรายอุปกรณ์ เพื่อหามาตรการประหยัดพลังงาน (ECMs) และจุดคุ้มทุน | Power Logger ดักจับกระแสไฟฟ้า, กล้องเทอร์โมสแกนตรวจจับความร้อน | แผนการลงทุนปรับปรุงเครื่องจักร ทราบตัวเลขค่าใช้จ่ายและระยะเวลาคืนทุนเบื้องต้น |
| Level 3: Detailed Audit การตรวจวิเคราะห์เชิงลึก | ทำ Energy Modeling จำลองการใช้พลังงานทั้งอาคาร ประเมินโครงการลงทุนขนาดใหญ่ เช่น เปลี่ยน Chiller ทั้งระบบ | ซอฟต์แวร์จำลองพลังงาน, เครื่องมือวัดความละเอียดสูง เก็บข้อมูลระยะยาว | อัตราผลตอบแทนภายใน (IRR) และระยะเวลาคืนทุนที่แม่นยำระดับทศนิยม |

สรุป 4 ขั้นตอนตรวจสอบการใช้พลังงาน (Energy Audit) ฉบับเข้าใจง่าย
Energy Audit มีขั้นตอนการทำงานจริงแบ่งออกเป็น 4 ระยะหลัก เพื่อให้เห็นภาพรวมตั้งแต่เริ่มต้นจนจบกระบวนการ รายละเอียดในแต่ละช่วงมีดังนี้
1. Pre-Audit เก็บข้อมูลประวัติ
วิศวกรจะขอเรียกดูบิลค่าไฟฟ้าย้อนหลัง 12 เดือน แผนผังระบบไฟฟ้า (Single Line Diagram) และเวลาทำงานของเครื่องจักร (Operating hours) เพื่อนำมาประเมินพฤติกรรมโหลดฐาน (Base Load) ขององค์กร
2. Site Survey & Measurement ลงพื้นที่ตรวจวัดจริง
ทีมวิศวกรจะเข้าไปติดตั้งเครื่องมือตรวจสอบการใช้พลังงานตามตู้ MDB และจุดโหลดสำคัญต่าง ๆ เป็นเวลา 1-7 วัน เพื่อบันทึกพฤติกรรมการดึงกระแสไฟฟ้าจริงในแต่ละช่วงเวลาอย่างละเอียด
3. Data Analysis & Feasibility วิเคราะห์ศักยภาพและจุดคุ้มทุน
นำตัวเลขที่วัดได้มาเข้าสมการทางวิศวกรรม เพื่อประเมินว่าหากปรับปรุงเครื่องจักรหรือเปลี่ยนระบบในจุดนี้ จะสามารถประหยัดไฟได้กี่ kWh ต่อปี และคิดเป็นเงินจำนวนกี่บาท
4. Reporting & Action Plan ส่งมอบรายงานและแผนปฏิบัติการ
สรุปผลออกมาเป็นมาตรการอนุรักษ์พลังงาน โดยจัดลำดับความสำคัญให้องค์กรเลือกลงทุนอย่างชาญฉลาด ตั้งแต่กลุ่มที่ทำได้ทันทีโดยไม่ต้องใช้เงิน (No-cost) ไปจนถึงกลุ่มที่ต้องลงทุนสูงแต่ผลตอบแทนคุ้มค่าในระยะยาว (High-investment)
4 สัญญาณเตือนที่บอกว่าองค์กรคุณต้องเริ่มตรวจสอบการใช้พลังงานโดยด่วน
หากไม่แน่ใจว่าถึงเวลาที่องค์กรจะต้องจ้างผู้เชี่ยวชาญเข้ามาตรวจสอบแล้วหรือยัง ให้สังเกตสัญญาณเตือนเหล่านี้
- ค่าไฟสูงขึ้นผิดปกติ : บิลค่าไฟพุ่งสูงขึ้นติดต่อกัน 3 เดือน โดยที่ปริมาณการผลิต หรือชั่วโมงการทำงานของอาคารยังคงเท่าเดิมหรือลดลง
- ระบบเดิมใช้งานมานาน อาคารหรือโรงงานมีอายุการใช้งานเกิน 10-15 ปี และไม่เคยมีการซ่อมบำรุงใหญ่ หรือไม่เคยเปลี่ยนเครื่องจักรหลัก
- พบความผิดปกติทางกายภาพ มักจะได้ยินเสียงลมรั่วดังออกมาจากแนวท่อในไลน์การผลิต หรือสัมผัสได้ถึงความร้อนที่แผ่ออกมาจากพื้นผิวของหม้อไอน้ำ
- มีแผนลงทุนด้านพลังงานหรือปรับปรุงเครื่องจักร การวิเคราะห์ประสิทธิภาพเครื่องจักรเดิม เปรียบเทียบการปรับปรุงหรือเปลี่ยนเครื่องจักร เพื่อสรุปความคุ้มค่าในด้านต่าง ๆ ก่อนดำเนินการ หรือมีแผนในการติดตั้ง Solar Roof ควรมีการวิเคราะห์พฤติกรรมการใช้พลังงานร่วมด้วย เพื่อให้ติดตั้งได้อย่างเหมาะสมและคุ้มค่า
สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับบริการติดตั้งระบบลดการใช้พลังงาน หรือโซลูชันพลังงานแสงอาทิตย์สำหรับธุรกิจ สามารถโทรสอบถามได้ที่ 06-3247-6499, 02-2563489 หรือ Add line: OA @meaei รวมถึงสามารถเข้าไปเยี่ยมชมเว็บไซต์เพื่อขอคำปรึกษาเพิ่มเติมได้เลย
ข้อมูลอ้างอิง
- แนวปฏิบัติการตรวจสอบและรับรองการจัดการพลังงานตามกฎหมายและแนวทางการกำกับดูแลผู้ได้รับใบอนุญาตตรวจสอบและรับรองการจัดการพลังงาน. สืบค้นเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2569 จาก https://berc.dede.go.th/wp-content/uploads/2018/05/Part_2_แนวปฏิบัติ.pdf
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Energy Audit (FAQs)
Q: ธุรกิจควรทำ Energy Audit เพื่อลดต้นทุนพลังงานอย่างไร ?
A: นอกจากการตรวจสอบระบบแล้ว ธุรกิจควรเริ่มต้นจากการตั้งเป้าหมายการประหยัดพลังงานและจัดตั้งคณะทำงานภายในเพื่อติดตามผลอย่างจริงจัง นอกจากนี้ ควรพิจารณารูปแบบการลงทุนในมาตรการประหยัดพลังงานที่เหมาะสมกับสภาพคล่อง เช่น การใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษี การขอสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) ด้านการอนุรักษ์พลังงาน หรือการใช้บริการรูปแบบ ESCO (Energy Service Company) ที่ผู้ให้บริการเป็นผู้ลงทุนระบบให้ก่อนแล้วนำส่วนแบ่งจากค่าไฟที่ลดลงมาจ่ายคืน ซึ่งจะช่วยให้ธุรกิจลดต้นทุนพลังงานได้ทันทีโดยไม่ต้องแบกรับความเสี่ยงทางการเงินด้วยตนเอง
Q: บุคลากรภายในองค์กรสามารถดำเนินการตรวจสอบการใช้พลังงานด้วยตัวเองได้หรือไม่ ?
A: สามารถทำได้ในระดับเบื้องต้น เช่น การเดินสำรวจ สังเกตพฤติกรรมการเปิด-ปิดไฟ หรือการตั้งอุณหภูมิ แต่หากต้องการข้อมูลเชิงลึกที่ต้องใช้เครื่องมือวัดค่ากระแสไฟฟ้า หรือประเมินจุดคุ้มทุน จำเป็นต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญหรือวิศวกรพลังงานเพื่อให้ข้อมูลการตรวจวัดถูกต้องและเหมาะสม และนำไปวิเคราะห์ได้อย่างถูกต้อง
Q: การจ้างที่ปรึกษาเข้ามาตรวจสอบระบบพลังงาน ใช้ระยะเวลาดำเนินการนานแค่ไหน ?
A: ขึ้นอยู่กับขนาดพื้นที่และความซับซ้อนของเครื่องจักร โดยทั่วไปจะใช้เวลาลงพื้นที่ติดตั้งเครื่องมือและเก็บข้อมูลประมาณ 1-7 วัน จากนั้นจะเป็นขั้นตอนของการวิเคราะห์ข้อมูลและจัดทำรายงาน ซึ่งจะใช้เวลารวมทั้งหมดประมาณ 2-4 สัปดาห์
Q: หากเป็นเพียงอาคารสำนักงานขนาดเล็ก ไม่ใช่โรงงานอุตสาหกรรม มีความจำเป็นต้องทำกระบวนการนี้หรือไม่ ?
A: มีความจำเป็น เนื่องจากการใช้งานในอาคารขนาดเล็ก มักจะพบการสูญเสียพลังงานที่ซ่อนอยู่ เช่น ระบบปรับอากาศที่ทำงานเกินความจำเป็น หรือการเปิดอุปกรณ์ทิ้งไว้นอกเวลาทำการ ซึ่งการตรวจสอบจะช่วยจัดระเบียบและลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานได้อย่างชัดเจน

